ครูโบว์ยินดีต้อนรับค่ะ เรามาร่วมเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกันนะคะ
ร่วมเรียนรู้ภาษาไทย กับครูโบว์กันค่ะ



ปฏิทิน

เวลาทำการ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Hit Counter
Hit Counter Counter
/

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดครั้งที่ ๑๐


แบบฝึกหัดครั้งที่ 10 (ลอกโจทย์และคำตอบทุกข้อนะ)
1. ใครคือผู้แต่งสามัคคีเภทคำฉันท์
ก.นายชิต บุรทัต
ข. นายถนอม เกยานนท์
ค. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ง.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระวชิรญาณวงศ์
2. ผู้ประพันธ์เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์อาศัยเค้าเรื่องมาจากเรื่องใดในมหาปรินิพพานสูตร
ก.หนังสือธรรมจักษุ
ข.พระมหากาพย์มหานิกาย
ค.บาลีอรรถกถามหานิกายวรรค
ง.สุมังคลาวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกายมหาวรรค
3. ผู้ที่แปลและเรียบเรียงหนังสือในข้อ ๒ คือใคร
ก.พระธรรมปิฎก ข.ขุนสุนทรภาษิต
ค.พระสุคุณคณาภรณ์ ง.ขุนสุนทัดอักษรสาร
4. แรงบันดาลใจของการแต่งสามัคคีเภทคำฉันท์มาจากอะไร
ก.การได้อ่านพระราชนิพนธ์คำนำในอิลราชคำฉันท์ ข.การได้อ่านมหาปรินิพพานสูตร
ค.การได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ง.การได้สอบเปรียญธรรม
5. ผู้เสนอให้สามัคคีเภทคำฉันท์ใช้เป็นแบบเรียนคือ
ก.ขุนนัยวิจารณ์ ข.ขุนสุนทรภาษิต
ค.ขุนสันทัดอักษรสาร ง.ขุนพิสูจน์อักษรสาร

6. นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อใด
ก. พ.ศ. ๒๔๓๕ ข.พ.ศ. ๒๔๓๘
ค.พ.ศ. ๒๔๔๖ ง.พ.ศ. ๒๔๕๖
7. นายชิต บุรทัต เขียนเรื่องปลุกใจให้คนรักชาติลงในหนังสือใด
ก. ศรีกรุง ข.พิมพ์ไทย
ค.สมุทรสาร ง. พิมพ์รายวัน
8. ผู้ที่ทรงพระราชทานามสกุลใก้นายชิตว่า "บุรทัต" คือใคร
ก.พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ข.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ค.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ง.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
9. ข้อใดมิใช่นามแฝงของนายชิต บุรทัต
ก.แมวคราว ข.เจ้าเงาะ
ค.ไก่เขียว ง.เอกชน
10. นายชิต บุรทัตชอบกระทำอะไรก่อนแต่งบทประพันธ์
ก. เล่นหมากรุก ข. ดื่มสุรา
ค. ม่องเที่ยว ง.เล่นสักวา

ใบความรู้ 1 สามัคคีเภทคำฉันท์


ภูมิหลังของเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
นายชิต บุรทัต ได้ประพันธ์เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยอาศัยเค้าเรื่องจาก สุมังคลาวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกายมหาวรรค ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งพระสุคุณคณาภรณ์ (ต่อมาคือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระวชิรญาณวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร แปลและเรียบเรียงลงในหนังสือธรรมจักษุ วรรณคดีคำฉันท์เรื่องนี้แต่งเสร็จในเวลาเพียง ๓ เดือน และขณะนั้น ชิต บุรทัต มีอายุเพียง ๒๒ ปีเท่านั้น

แรงบันดาลใจของการแต่งสามัคคีเภทคำฉันท์มาจากมูลเหตุที่ ชิต บุรทัต ได้อ่านพระราชนิพนธ์คำนำในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในอิลราชคำฉันท์ บทประพันธ์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) เมื่อครั้งบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสารประเสริฐ ในตอนท้ายของพระราชนิพนธ์คำนำ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชวโรกาสแก่ผู้สนใจในทางการประพันธ์ร้อยกรอง แต่งหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้พระองค์ทรงตรวจแก้ชี้แนะเพื่อประโยชน์แก่การประพันธ์กวีนิพนธ์ของไทยต่อไป
ดังความว่า
"อนึ่ง ข้าพเจ้าขอถือเอาโอกาสอันนี้เพื่อแสดงว่า ถ้าแม้ผู้ใดริเริ่มจะนิพนธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มีความปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าตรวจและแนะบ้าง อย่างที่ข้าพเจ้าช่วยหลวงสารประเสริฐมานี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้าแล้วแต่ก่อนก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยินดีช่วยตรวจ และแสดงความเห็นเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถจะทำได้ เพื่อช่วยอนุเคราะห์ผู้ที่มีความพอใจในทางจินตกวีนิพนธ์และเพื่อประโยชน์แก่วิชากวีของไทยเรานั้นด้วยใน พ.ศ. ๒๕๔๗ ชิต บุรทัต ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยวรรณคดี คำฉันท์เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก โดยหนังสือพิมพ์ไทยจำนวน ๕๐๐ เล่ม มีขุนสันทัดอักษรสาร (ฮอก อักษรานุเคราะห์) เป็นบรรณาธิการ และมีขุนนัยวิจารณ์ ((เปล่ง ดิษยบุตร์) เป็นผู้ช่วยตรวจแก้ไขขัดเกลาต้นฉบับ หลังจากนั้นหนังสือสามัคคีเภทคำฉันท์เล่มนี้ออกวางจำหน่าย ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างมาก ชิต บุรทัต จึงได้มอบ สามัคคีเภทคำฉันท์ ให้เป็นสมบัติของหอสมุทรวชิรญาณ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นเหตุให้กรมศิลปากรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สามัคคีเภทคำฉันท์ฉบับสำนวนแรกนี้ และต่อมาได้เป็นผู้อนุญาตให้สำนักพิมพ์เอกชนตีพิมพ์สามัคคีเภทคำฉันท์สำนวนนี้อีกหลายครั้ง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ขุนสุนทรภาษิต (ถนอม เกยานนท์) เสนอให้กระทรวงธรรมการใช้วรรณคดีเรื่องนี้เป็นแบบเรียน กระทรวงธรรมการจึงได้ประกาศให้สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นหนังสือแบบเรียนกวีนิพนธ์ บังคับสำหรับเรียนชั้นมัธยมบริบูรณ์ (ม.๘) ใน พ.ศ. ๒๔๗๒

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดที่๙ พันธกิจของภาษา

แบบฝึกหัด ท 43101 (พันธกิจของภาษา)
จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว


1. ในปัจจุบันนี้ นักภาษาศาสตร์ ส่วนใหญ่มีความเชื่อเกี่ยวกับกำเนิดของภาษาว่าอย่างไร
ก. ภาษาเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้น
ข. ภาษาเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เปล่งเสียงเมื่อเกิดความรู้สึกต่าง ๆ
ค. ภาษาเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นและพัฒนาไปพร้อมกับมนุษย์
ง. ภาษาเกิดจากบรรพบุรุษแต่ละชนชาติสร้างขึ้นและถ่ายทอดให้ลูกหลาน
2. สำนวนไทยที่ว่า “ไปไหนมา สามวาสองศอก” นั้นเตือนใจเกี่ยวกับเรื่องใด
ก. การฟัง ข. การพูด
ค. การอ่าน ง. การเขียน
3. เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของสำนวนไทย “ไปไหนมา สามวาสองศอก”
นั้นแสดงวัฒนธรรมไทยเกี่ยวกับเรื่องใด
ก. การแสดงความเคารพ ข. การทักทายปราศรัย
ค. การเดินทาง ง. การต้อนรับผู้มาเยียน
4. การทักทายปราศรัย ถึงแม้จะไร้สาระ แต่ก็ช่วยแสดงอะไรได้
ก. มารยาท ข. น้ำใจ
ค. มิตรไมตรี ง. ความรู้จักมักคุ้น
5. การที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุขนั้น มนุษย์จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร
ก. รู้จักแสดงไมตรีต่อกัน
ข. รู้จักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม
ค. ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะของตนในสังคม
ง. ทุกข้อที่กล่าวมา
6. ในการปฏิบัติตามข้อ 5 นั้น มนุษย์ต้องใช้สิ่งใดเป็นเครื่องมือสำคัญ

ก. การพูด ข. ภาษา
ค. ประเพณี ง. มนุษยสัมพันธ์

7. “ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลแต่ละคน ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างกันไป อาจหมายถึงอุปนิสัย รสนิยม สติปัญญา ความคิดอ่าน เป็นต้น” เรียกว่าอะไร
ก. เอกภาพ ข. เอกลักษณ์
ค. เอกกัตภาพ ง. เอกเทศ
8. “บุคคลแต่ละคนซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน” เป็นความหมายของคำใด
ก. ปัจเจกบุคคล ข. เอกบุคคล
ค. เอกัตบุคคล ง. วิสามานยบุคคล
9. ภาษาไทยมักใช้คำชนิดใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ก. คำนามและคำกริยา ข. คำกริยาและคำสรรพนาม
ค. คำสรรพนามและคำวิเศษณ์ ง. คำวิเศษณ์และคำสันธาน
10. ผู้พูดคนที่ 1 “เมื่อคืนนี้คุณกับกี่ทุ่มคะ” ผู้พูดคนที่ 2 “ยังไม่ถึงสองยามเลยจ้ะ” จากบทสนทนาข้างต้นนี้ คำสรรพนามและคำวิเศษณ์ที่ใช้แสดงว่าผู้พูดมีความสัมพันธ์กันในฐานะใด
ก. แม่ – ลูก ข. น้อง – พี่
ค. ภรรยา – สามี ง. เพื่อนหญิง-ชาย
11. คำพูดในข้อใดแสดงว่าผู้พูดมีลักษณะเป็นนักประชาธิปไตย
ก. เหนื่อยจัง หยุดพักกันก่อนเถอะ
ข. ฉันว่าพักเหนื่อยสักประเดี๋ยวแล้วค่อยไปต่อดีไหมจ๊ะ
ค. ฉันเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนเดินต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว
ง. เหนื่อยได้ยินไหม เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังจะให้เดินต่อไปอีกหรือ

12. คำพูดในข้อใดที่ให้กำลังใจแก่ผู้ฟังได้ดีกว่าข้ออื่น
ก. เหนื่อยก็ต้องทน อีกประเดี๋ยวก็ถึง
ข. ทนอีกหน่อยเถอะจ้ะ จวนจะถึงอยู่แล้ว
ค. เดินแค่นี้เหนื่อยแล้วหรือ อีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
ง. ฉันไม่เห็นเหนื่อยเลย ทนเอาหน่อย ที่พักอยู่ไม่ไกลหรอก
13. จากข้อ 12 คำพูดในข้อในแสดงว่าผู้พูดเป็นคนประเภท “ยกตนข่มท่าน”
ก. ข้อ ก ข. ข้อ ข
ค. ข้อ ค ง. ข้อ ง

14. หัวใจนักปราชญ์ข้อใดที่มนุษย์สามารถใช้ในการแสวงหาความรู้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ก. สุ ข. จิ
ค. ปุ ง. ลิ
15. ผู้ถามและผู้ตอบมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน จะใช้วิธีการใดจะได้คำตอบที่ต้องการ
ก. โต้วาที ข. โต้คารม
ค. โต้แย้ง ง. โต้เถียง
16. คำพูดในข้อใดที่แสดงว่าผู้พูดไม่มีอำนาจในการกำหนดให้เหตุการณ์ที่พูดเกิดขึ้นจริงในอนาคต
ก. พรุ่งนี้เสื้อของคุณจะต้องเสร็จ
ข. อาทิตย์หน้าผมจะไปสงขลา
ค. คุณ กรุณาเปิดประตูหน่อย
ง. ให้เริ่มดำเนินการตามโครงการนี้ได้ ตั้งแต่ปีการศึกษาหน้าเป็นต้นไป
17. ในกรณีที่ผู้พูดเป็นนักเรียน ผู้ฟังเป็นอาจารย์ ผู้พูดควรใช้ภาษากำหนดอนาคตเช่นไร
จึงจะถูกต้องเหมาะสม
ก. อธิบายใหม่เถอะครับ
ข. ได้โปรดอธิบายใหม่อีกครั้ง
ค. กรุณาอธิบายใหม่ได้ไหมครับ
ง. อธิบายใหม่ให้ละเอียดหน่อยครับ
18. ข้อใดไม่ใช่เป็นการใช้ภาษาเพื่อกำหนดอนาคต
ก. คำตัดสินคดี ข. คำวิจารณ์
ค. คำมั่นสัญญา ง. คำพยากรณ์
19. เหตุใดมนุษย์จึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา
ก. เพราะมนุษย์เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์
ข. เพราะภาษามีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว
ค. เพราะภาษามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ
ง. เพราะมนุษย์มิได้คำนึงถึงว่าภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ใช้แทนสิ่งต่าง ๆ เท่านั้น
20. ต้นไม้ชนิดใดนิยมปลูกกันตามบ้าน และความนิยมนี้จะสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ตกอยู่
ใต้อิทธิพลของภาษา
ก. ต้นขนุน ข. ต้นรัก
ค. ต้นพุทรา ง. ต้นลั่นทม

ตอนที่ 2 จงพิจารณาว่าการใช้ภาษาต่อไปนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาษาอย่างไร
1. การทำสัญญา = ……………………………………………..
2. การกล่าวอวยพร = ……………………………………………..
3. การทักทายปราศรัย = ……………………………………………..
4. การทำนายโชคชะตา = ……………………………………………..
5. การบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น = ……………………………………………..

ให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าภาษาช่วยให้มนุษย์พัฒนาด้านใด
6. “เรื่องราวสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา จึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับชีวิตเราทุกคนที่ควรจะให้ความสนใจมนุษย์เรานั้นได้เข้าไปแทรกแซงธรรมชาติมาเป็นเวลานานแล้ว และได้ทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกือบจะเข้าขั้นวิกฤตการคิดแสวงหาวิธีป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดความสูญเสียภาวะสิ่งแวดล้อมที่ดีและที่จำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์” พัฒนามนุษย์ด้าน.....................................................................................................................
7. “ความสัตย์นี้จะหมายถึงแต่วาจาที่พูดจริง หรือการรักษาวาจาให้จริงอยู่เท่านั้นหามิได้ ความสัตย์ต้องประกอบพร้อมไปด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อรักษาวาจาให้จริงแล้ว ก็ต้องรักษากายและใจ หรือสรุปเนื้อความก็คือ ต้องรักษาสันดานให้จริงเป็นสัตย์สุจริตอยู่เสมอด้วย จึงจะได้ชื่อ ว่า มีสัตย์ธรรมอันประเสริฐ” พัฒนามนุษย์ด้าน.....................................................................................................................
8. “อีกชนิดหนึ่งที่เป็นหูน้ำหนวกเรื้อรังชนิดอันตราย พวกนี้เป็นโรคหูน้ำหนวกที่จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีน้ำหนวกที่มีกลิ่นเหม็นมาก และจะไหลไม่ค่อยหยุด ปัญหาแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปวดหูมาก เห็นภาพซ้อน” พัฒนามนุษย์ด้าน.....................................................................................................................
9. “การขายอาหารอีกประการหนึ่งคือ การเคลื่อนที่ไปยังย่านชุมชนต่าง ๆ ไปหาผู้คนไม่ใช่ให้คนมาหาเรา การเสนอขายเช่นนี้ดีมาก เพราะไม่จำเป็นจะต้องเช่าสถานที่ ไม่ยุ่งยากเรื่องข้าวของที่จะเก็บและวุ่นวายเรื่องของขาย การเร่ร่อนไปนี้จะต้องรู้จุดหมายปลายทางด้วยว่า เราจะกำหนดจุดไหนบ้างที่มีคนต้องการอาหารของเรา” พัฒนามนุษย์ด้าน.....................................................................................................................
10. “ดูก่อนนิกรชน อกุศลบทกรรม ทั้งสิบประการจำ และละเว้นอย่าเห็นดี การฆ่าประดาสัตว์ ฤประโยชน์บ่พึงมี อันว่าดวงชีวี ย่อมเป็นสิ่งที่ควรถนอม” พัฒนามนุษย์ด้าน.....................................................................................................................

รูปศิลปะแขนงต่างๆ


วัฒนธรรมทางด้านที่อยู่อาศัยทั้ง 4 ภาค(ม.5)


วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดครั้งที่ ๗


แบบฝึกหัดที่ ๗ เรื่องเสียงในภาษา
๑. พยัญชนะในข้อใดที่ทุกตัวใช้เป็นพยัญชนะท้ายได้
ก. พ ฟ ผ ฝ ข.ด พ ฏ ฐ
ค. อ ฮ ห ณ ง. ค ฆ จ ฉ
๒. คำในข้อใดมีเสียงพยัญชนะต้น เสียงเดียวกันทุกคำ
ก.ควัน ฆ่า เขา คิด ข.ผ้า พาด ภาพ ฟัด
ค.ฐาน ถุง ท่าน เธอ ง.ช้าง ฉัน เฉวียง ซ่อน
๓. ข้อใด ไม่ใช่ คุณสมบัติของเสียงพยัญชนะ
ก. นำหน้าเสียงสระได้
ข.ตามหลังเสียงสระได้
ค.เมื่อเวลาออกเสียงลมผ่านออกมาได้โดยสะดวก
ง.ออกเสียงตามลำพังไม่ได้ต้องมีเสียงสระประสมอยู่ด้วยเสมอ
๔. ข้อใด ไม่มี เสียงสระประสม

ก.ฉันเสียใจนิดหน่อย
ข.เขามีผีเสื้อสวยงาม
ค.น้องมีลูกคนเดียวเท่านั้น
ง.คุณพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร
๕. คำประพันธ์ต่อไปนี้ ไม่มี เสียงประเภทใด “โบราณท่านว่าช้า ย่อมจะได้สองพร้า เพริศแท้ทางภา- ษิตเฮย”
ก.สระเดี่ยว ข. สระประสม
ค.พยัญชนะเดี่ยว ง. พยัญชนะประสม
๖. สำนวนในข้อใดที่ประสมด้วยสระเกินมากที่สุด
ก.เข็นครกขึ้นภูเขา ข.อย่าชักใบให้เรือเสีย
ค.อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ง. ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า
๗. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์โททุกคำ
ก.ผู้ใหญ่ที่ดี ข.ลูกจ้างที่บ้าน
ค.กุ้งแห้งน้องน้อย ง.ความสุขสมหวัง
๘. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์ครบทั้ง ๕ เสียง
ก. เสียงสรวลระรี่นี้ เสียงใด ข.เสียงนุชพี่ฤาใคร ใคร่รู้
ค.เสียงสรวลเสียงทรามวัย นุชพี่ มาแม่ ง.เสียงบังอรสมรผู้ อื่นนั้นฤามี
๙. ข้อใดเป็นคำเป็นทุกคำ
ก.โบแดงแสลงใจ ข.โบรักสีดำ
ค.ท่านชายกำมะลอ ง.หนุ่มตำลาว สาวตำไทย
๑๐. วรรณยุกต์มีความสัมพันธ์กับภาษาไทยตามข้อใด
ก.ภาษาไทยมีลักษณะเด่นขึ้น
ข.ทุกพยางค์ต้องมีเสียงวรรณยุกต์
ค.ทำให้ภาษาไพเราะและมีคำใช้มากขึ้น
ง.ถูกทุกข้อ

เหตุผลกับภาษา


เหตุผลกับภาษา1. โครงสร้างของเหตุผล
1. เหตุผล (ข้อสนับสนุน)
2. ข้อสรุป
2. ภาษาที่ใช้แสดงเหตุผล

1. ถ้ากล่าวถึงเหตุผลก่อนข้อสรุป จะใช้คำ ว่า จึง ดังนั้นจึง ก็เลย ก็ย่อม ทำ ให้ เช่น
ขยันเรียนจึงสอบได้คะแนนดี
2. ถ้ากล่าวถึงข้อสรุปก่อนเหตุผล จะใช้คำ ว่า เพราะ เนื่องจาก ด้วย เช่น
เขาสอบได้คะแนนดีเพราะเขาขยันเรียน
3. การอนุมาน (การสรุป) คือ กระบวนการคิดหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ มี 2 วิธี คือ
1. วิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย วิธีนี้เป็นไปได้อย่างแน่นอน เช่น
คนไทยทุกคนต้องการข้าวเป็นอาหาร เขาเป็นคนไทยเขาจึงต้องการข้าวเป็นอาหารด้วย
2. วิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวม วีธีนี้อาจไม่แน่นอน เช่น
ฉันฟังเพลงลูกทุ่งแล้วเห็นว่าไพเราะมาก เมื่อทุกคนในห้องฟังแล้วก็น่าจะบอกว่าไพเราะด้วย
4. การอนุมานจากเหตุและผลที่สัมพันธ์กัน ซึ่งจัดเป็นการอนุมานแบบอุปนัย เพราะไม่แน่นอนเสมอไป
1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล
2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ
3. การอนุมานจากผลไปหาผล

การใช้ภาษาในการแสดงความคิด


การใช้ภาษาพัฒนาความคิด
มนุษย์แสดงความคิดออกมาได้โดยการกระทำ และโดยการใช้ภาษา โดยการกระทำ บางอย่างคนอื่นอาจไม่เข้าใจว่า
ผู้กระทำ มีความคิดอย่างไรจึงต้องมีการอธิบายด้วยจึงจะรู้ว่าผู้กระทำ มีความคิดอย่างไร ในขณะที่มนุษย์คิดอยู่นั้นย่อมใช้
ภาษาเป็นเครื่องมือในการคิดไปด้วย เมื่อมีโอกาสใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดใดๆ ออกมาเป็นถ้อยคำ เพื่อสื่อสารกับคนอื่น
ความคิดของคนนั้นก็จะพัฒนายิ่งขึ้นไปด้วย


วิธีคิดของมนุษย์มีดังนี้
1. คิดเชิงวิเคราะห์ คือ การพิจารณาแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วนๆ และแต่ละส่วนนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร
2. คิดเชิงสังเคราะห์ คือ การคิดรวบรวมส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยวิธีที่เหมาะสมจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นสำ หรับ
จะได้นำ ไปใช้ประโยชน์ต่อไป
3. คิดเชิงประเมินค่า คือ การใช้ดุลพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นวัตถุ ผลงาน การกระทำ
กิจกรรมก็ได้ ว่าสิ่งนั้นดีเลว มีคุณหรือมีโทษ คุ้มหรือไม่คุ้ม เป็นต้น

แบบฝึกหัดครั้งที่ ๕

ให้นักเรียนจัดทำแผนภาพความคิดในหัวข้อ
ภาษากับเหตุผล ภาษาในการแสดงทรรศนะ และภาษากับการคิด
ใส่กระดาษ A 4 (พิมพ์หรือเขียนก็ได้)

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดครั้งที่ 4 ภาษากับเหตุผล


แบบฝึกหัด ครั้งที่ 4
เรื่อง ภาษากับเหตุผล
ให้นักเรียนอ่าคำถามต่อไปนี้แล้วเลือกเฉพาะคำตอบที่ถูกต้องลงสมุด
1. ข้อใดบกพร่องด้านความเป็นเหตุเป็นผล
1. การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง นักวิจัยจึงเข้าร่วมโครงการน้อย
2. สื่อมวลชนต้องเสนอข่าวอย่างเที่ยงธรรม จึงจะมีบทบาทในการสร้างสรรค์ได้
3. โรคธาลัสซีเมียถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงป้องกันได้ด้วยการตรวจเลือดคู่สมรส
4. ชาวบ้านแถบนั้นมักจะเดินทางกันโดยทางน้ำ ผู้เขียนจึงบรรยายลักษณะเรือ
อย่างละเอียด

2. ข้อใดไม่แสดงความเป็นเหตุเป็นผล
1.สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ประเพณีบางอย่างจึงดำรงอยู่ได้ยาก
2.ตามแนวคิดทางสถาปัตยกรรม ความว่างอาจสำคัญกว่าเนื้อที่ในตัวบ้าน

3.นโยบายเศรษฐกิจต้องเน้นการกระจายรายได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่
4.มีการแปลและจัดพิมพ์วรรณคดีไทยออกเป็นหลายภาษาทำให้วรรณคดีไทย
เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

3. ข้อความนี้มีลักษณะการแสดงเหตุผลอย่างไร
“ในสมัยประชาธิปไตยมีวรรณกรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาในไทยมาก จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าไทยรับ เอาวัฒนธรรมการเรียกขานจากวรรณกรรมเหล่านี้ โดยการลอกเลียนแบบลีลาการเขียน การใช้สำนวนและถ้อยคำต่าง ๆ หรือโดยการแปลเรื่องมาเป็นภาษาไทยโดยตรง”
1. อ้างสาเหตุไปหาผลลัพธ์ 2. อ้างผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ
3. อ้างผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์ 4. อ้างสาเหตุไปหาสาเหตุ

4. คำขวัญในข้อใดไม่มีการแสดงเหตุผล
1. ช่วยกันประหยัดพลังงาน ด้วยวิธีการหารสอง
2. ล้างผักให้หมดพิษ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย
3. รักชาติศาสน์กษัตริย์ ช่วยขจัดยาเสพติด
4. อย่าเดินใจลอยข้ามถนน รถจะชนเอา


5. ข้อใดเป็นประโยคแสดงเหตุผลที่มีทั้งข้อสนับสนุนและข้อสรุป
1. ตอนนี้เขารักษาการแทนปลัดกระทรวง ยังลาพักร้อนไม่ได้
2. วันนี้มีคนสนใจเข้าฟังการโต้วาทีนานาชาติมากเป็นประวัติการณ์
3. คนที่มีอุดมการณ์มักคิดทำอะไรเป็นขั้นตอนอยู่เป็นนิจ
4. ถ้าพิจารณาตามรูปการที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ยังซับซ้อน

6.

พ่อแม่เสมอพระเจ้า บนสวรรค์
ลูกจุ่งน้อมมิ่งขวัญ กราบไหว้
ข้อใดเรียงลำดับเหตุผลเหมือนคำประพันธ์ข้างต้น
1. อันชิงนางอย่างนี้ไม่ผิดธรรม์ ธรรมเนียมนั้นมีแต่บุราณมา
2. จำจะไปต้านต่อรอฤทธิ์ ถึงม้วยมิดมิให้ใครดูหมิ่น
3. เราจะตัดศึกใหญ่ให้ย่อย่น ด้วยกำลังรี้พลเข้มแข็ง
4. เห็นจะรักเมียจริงยิ่งกว่าญาติ ไหนจะคลาดจากเมืองหมันหยาได้

7. เหตุใดในสังคมมนุษย์ที่เจริญแล้วจึงต่างพากันเน้นถึงความสำคัญของการใช้เหตุผล
1. เพราะการใช้เหตุผลเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ
2. เพราะการใช้เหตุผลแสดงว่ามนุษย์มีมันสมอง
3. เพราะการใช้เหตุผลแสดงว่ามนุษย์เรารู้จักใช้สมองดีกว่าสัตว์อื่น
4. เพราะการใช้เหตุผลจะทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้องและนำไปสู่สันติวิธี
8. ข้อใดมีโครงสร้างของการแสดงเหตุผลครบถ้วน
1. ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม พุทธสุภาษิตข้อนี้ท่านทั้งหลายคงได้ยินได้ฟังกัน
มามากแล้ว
2. ใคร ๆ ที่เคยไปถึงยอดภูกระดึงมาแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าธรรมชาติบนยอด
ภูกระดึงนั้นงดงามตรึงใจยิ่งนัก
3. ธรรมชาติของเด็กทุกคนต้องการได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกของมารดานับตั้งแต่วาระแรกที่
คลอดออกมาจากครรภ์มารดา และได้สัมผัสกับบรรยากาศภายนอกเป็นครั้งแรก
4. การเกิดแผ่นดินไหวขึ้นหลายระลอกในภาคกลางของประเทศไทยครั้งนั้น ผู้คนพากันตื่นกลัว
มากทั้งนี้เพราะปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทยของเรา


9. ข้อใดเป็นข้อสนับสนุนของข้อสรุปต่อไปนี้
“ ปัจจุบันประชาชนทั่วไปกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ช่างศิลปะ ”
1.งานศิลปะส่วนใหญ่สืบทอดกันในครอบครัวของสามัญชน
2.พระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นองค์อุปถัมภกช่างศิลปะเหมือนในสมัยโบราณ
3.ประชาชนพอใจงานศิลปะชิ้นใดที่ช่างสร้างขึ้นก็รับซื้อไว้
4.งานศิลปะที่ช่างสร้างขึ้นในปัจจุบันไม่ตอบสนองความต้องการของราชสำนัก
10. ข้อใดใช้โครงสร้างของการแสดงเหตุผล
1. ต้นไม้บริเวณนี้เขียวขจี เพราะดินอุดมสมบูรณ์
2. อากาศร้อนอบอ้าวมาก แสดงว่าฝนอาจจะตกในไม่ช้านี้
3. อุบัติเหตุย่อมลดลง หากผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะไม่ขับเร็ว
4. พวกเราชอบไปเที่ยวสุโขทัยและอยุธยา เนื่องจากมีโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การอ่านแปลความ ตีความ ขยายความ

เรื่อง -การแปลความ ตีความ ขยายความ

การแปลความ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2525 (2525:540)ให้ความหมายว่า "แปล"ไว้ว่า "ก.ถ่ายความหมายจากภาษาหนึ่ง ทำให้เข้าใจความหมาย"
ชวาล แพรัตกุล(2518:228-229) ได้ให้ความหมายของคำว่า "แปล"ไว้ว่า หมายถึง การแปลเจตนา และรู้ความหมายของเรื่องราวนั้น และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยถ้อยคำใหม่ สำนวนใหม่
พอสรุปความหมาย"การแปลความ"ได้ว่า หมายถึง การอ่านที่มุ่งให้เกิดความเข้าใจกับเนื้อหา เริ่มจากการแปลคำหรือศัพท์ที่ไม่รู้ความหมาย หรือเป็นการแปลศัพท์จากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง การถอดคำประพันธ์ แปลความหมายรูปภาพ เครื่องหมายต่างๆ เช่น
หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก ในแนบอกของพี่ว่าโหยไห้
มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน

คำที่ขีดเส้นใต้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง นก




การตีความ

หมายถึง การอ่านที่พยายามหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในข้อเขียนหรืออากัปกิริยาท่าทาง สีหน้า แววตา น้ำเสียง เพื่อทราบความหมายหรือเจตนาที่แท้จริงที่แฝงเร้นอยู่ ถ้าเป็นการสื่อความธรรมดาก็คงไม่ต้องตีความ แต่ถ้าอากัปกิริยาท่าทางกับคำพูดขัดแย้งกัน ผู้อ่านจะต้องค้นหาความจริงว่า เจตนาที่แท้จริง หมายถึงอะไรแน่
การตีความควรจะตีความทั้งด้านเนื้อหาและด้านน้ำเสียงควบคู่กันไป
ตัวอย่างที่ 1
"ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
ตีความด้านเนื้อหา : น้ำพริกที่มีปริมาณน้อย เมื่อตำแล้วเทละลายลงแม่น้ำย่อมสูญเปล่า เพราะไม่เกิดรสชาติใดๆเปรียบได้กับการทำอะไรก็ตามแล้วสูญเปล่า
ตีความด้านน้ำเสียง : เตือนสติคนเราว่า การจะทำอะไรต้องประมาณตนว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น จะได้ผลคุ้มค่าหรือไม่
ตัวอย่างที่ 2
เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จงานเขาเอาทิ้งลงคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง
(นิราศพระบาท - สุนทรภู่)

ตีความด้านเนื้อหา : สุนทรภู่เปรียบเทียบว่าชีวิตคนเรานั้นเหมือนบายศรี เวลามีงานก็จะถนอมเป็นอย่างดี แต่พอเสร็จงานก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีคุณค่าก็จะกลายเป็นเพียงเศษใบตองเท่านั้น

ตีความด้านน้ำเสียง : สุนทรภู่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผันแปรของคน ซึ่งเมื่อก่อนเคยมีความสุข มีคนยกย่องให้เกียรติ แต่บัดนี้ต้องมาพบกับความทุกข์ ความขมขื่นตามลำพัง

สรุปผลการตีความ : เตือนใจให้ผู้อ่านได้ยั้งคิดถึงชีวิตของคนว่า ทุกอย่างไม่แน่นอน พึงเตรียมใจไว้สำหรับสัจธรรมข้อนี้ด้วย

การขยายความ
คือ การนำรายละเอียดมาพูดหรืออธิบายเสริมความคิดหลักหรือประเด็นสำคัญของเรื่องให้ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น อาจเป็นการให้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เหตุผลยกตัวอย่างประกอบ หรือมีการอ้างอิงเปรียบเทียบให้ได้เนื้อความกว้างขวางออกไป จนเป็นที่เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง
ความโศกเกิดจากความรัก ความกลัวก็เกิดจากความรัก
ผู้ที่ละความรักเสียได้ ก็ไม่โศกไม่กลัว
(พุทธภาษิต)
ขยายความได้ว่า
เมื่อบุคคลมีความรักต่อสิ่งใด หรือคนใด เขาก็ต้องการให้สิ่งนั้น คนนั้นคงอยู่กับเขาตลอดไป มนุษย์โดยทั่วไปย่อมจะกลัวว่าสิ่งนั้นๆหรือคนที่ตนรักจะสูญหายหรือจากเขาไป ด้วยธรรมดาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงสูญสลายไปตามสภาพการณ์ ถ้าบุคคลรู้ความจริงข้อนี้ เขาก็จะไม่โศกไม่กลัวต่อไป

การอ่านตีความ

การอ่านตีความ (การวินิจสาร,พินิจสาร,วินิจฉัยสาร)
ความสำคัญของการอ่านตีความ

1. ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องที่อ่านได้หลายด้านหลายมุม
2. ทำให้เห็นคุณค่าและได้รับประโยชน์จากสิ่งที่อ่าน
3. ช่วยฝึกการคิดไตร่ตรองหาเหตุผล
4. ทำให้มีวิจารณญาณในการอ่าน
ประเภทของการอ่านตีความ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. การอ่านออกเสียงอย่างตีความ (การอ่านตีบท) เป็นการอ่านแบบทำเสียงให้สมบทบาท ใส่อารมณ์กับบทที่อ่านและความรู้สึกให้เหมาะสม
2. การอ่านตีความเป็นการอ่านที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจงานเขียนทุกแง่ทุกมุมเพื่อตีความเป็นพื้นฐานของการอ่านออกเสียงอย่างตีความ
ความรู้เกี่ยวกับการอ่านตีความ
1. เสียง (คำ) และความหมาย เสียงของคำที่แตกต่างกัน ย่อมสื่อความหมายที่แตกต่างกัน ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ว่าเสียงของคำที่ผู้เขียนใช้นั้น สัมพันธ์กับความหมายอย่างไร
2. ภาพพจน์ ผู้อ่านต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาพพจน์ ซึ่งจะช่วยให้การอ่านตีความมีความกว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น ภาพพจน์ อุปมา อุปลักษณ์ นามนัย อธิพจน์ บุคลาธิษฐาน เป็นต้น
3. สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ในทางวรรณกรรม หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมักจะเป็นรูปธรรม ที่เป็นเครื่องแทนนามธรรม เช่น ดอกไม้แทนหญิงงาม พระเพลิงแทนความร้องแรง ฯลฯ แบ่งเป็นสัญลักษณ์ตามแบบแผน และสัญลักษณ์ส่วนตัว
4. พื้นหลังของเหตุการณ์ คือ ความเป็นไปในสมัยที่งานเขียนเรื่องนั้นได้แต่งขึ้น รวมถึงลัทธิความเชื่อ สภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และความเป็นอยู่ของยุคสมัย
5. ความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านตีความ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับประวัติผู้แต่ง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา ศาสนา
6. องค์ประกอบที่ทำให้การอ่านตีความแตกต่างกัน ได้แก่ ความสนใจ ประสบการณ์ จินตนาการ เจตคติ ระดับสติปัญญา ความรู้และวัย
7. เกณฑ์การพิจารณาการอ่านตีความ การตีความงานเขียน ความผิดถูกไม่ใช่เรื่องสำคัญ อยู่ที่มีความลึกซึ้งกว้างขวางและมีความสมเหตุสมผล

กลวิธีการอ่านตีความ (กระบวนการอ่านตีความ
1. การวิเคราะห์เพื่อการตีความ หมายถึง การพิจารณารูปแบบเนื้อหา กลวิธีการแต่ง และการใช้ภาษา
ของงานเขียน
2. พิจารณารายละเอียดของงานเขียน จะต้องพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ คือ
2.1 พิจารณาว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง เรื่องใดเป็นข้อคิดเห็น ตลอดจนความรู้สึกและอารมณ์ของ ผู้เขียน ซึ่งอาจแสดงออกโดยตรง หรือแสดงออกโดยผ่านพฤติกรรมของตัวละคร
2.2 วิเคราะห์และรวบรวมปฏิกิริยาของผู้อ่านที่มีต่องานเขียน เป็นการที่ผู้อ่านวิเคราะห์ตัวเอง
2.3 การพิจารณาความคิดแทรก หมายถึง การพิจารณาข้อความรู้ความคิดที่ผู้เขียนมีไว้ในใจ แต่ไม่ได้เขียนไว้ในงานเขียนนั้นตรง ๆ
a. การตีความงานเขียน นำข้อมูลต่าง ๆ ประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแล้วตีความงานเขียน ว่าผู้เขียนส่งสารอะไรมาให้แก่ผู้อ่าน
b. การแสดงความคิดเสริม เป็นการที่ผู้อ่านแสดงความคิดของผู้อ่านเอง โดยที่กระบวนการอ่านตีความนั้นมีส่วนยั่วยุให้คิด เป็นความรู้ ความคิดเห็น ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นใหม่

ตัวอย่างงานภาษากับวัฒนธรรม(เพลงกล่อมเด็กเพลงพื้นบ้าน) ม.5

ลายดอกไม้

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดครั้งที่2 เรื่องกาพย์เห่เรือ

แบบฝึกหัดครั้งที่ 2
เรื่องกาพย์เห่เรือ
คำศัพท์จากเรื่องกาพย์เห่เรือ
บทชมปลา



1.มัตสยา 2. ชวด 3. นวลจันทร์
4. คางเบือน 5. เพียนทอง 6. ตาด
7. กระแห 8. แก้มช้ำ 9. ปลาทุก
10. น้ำเงิน 11. ปลากราย 12. หางไก่
13. เนื้ออ่อน 14. ปลาเสือ 15. แมลงภู่
16. หวีเกศ(เกด) 17. ชะแวง 18. ชะวาด
19. แปบ

1. ให้นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์ต่อไปนี้ใส่ลงสมุดด้านหลัง(ตีลังกา)
2. ให้นักเรียนหาชื่อปลาจากบทประพันธ์ที่ให้ใส่ลงสมุดด้านหลัง(ตีลังกา)

แบบฝึกหัดครั้งที่1 เรื่องกาพย์เห่เรือ

แบบฝึกหัดครั้งที่ 1
คำศัพท์จากเรื่องกาพย์เห่เรือ


บทชมเรือ
1.ประเวศ 2. ชลาลัย 3. กิ่งแก้ว
4. เรือต้น 5. แสนยากร 6. ริ้ว
7. เรือครุฑยุดนาค 8. สรมุข 9. กรองทอง
10. หลังคาแดง 11. แย่งมังกร 12.สุวรรณหงส์
13.หงส์ทรงพรหมินทร์ 14. ลินลาศ 15. เส้า
16.เสียงเส้า 17. เยิ่น 18. คชสีห์
19. ราชสีห์ 20.นาคา 21.มังกร
22. วาสุกรี 23.เลียงผา 24. หน้าอินทรี
25.กาหล 26.นาเวศ 27.นคเรศ

1. ให้นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์ต่อไปนี้ใส่ลงสมุดด้านหลัง(ตีลังกา)

2. ให้นักเรียนหาชื่อเรือจากบทประพันธ์ที่ให้ใส่ลงสมุดด้านหลัง(ตีลังกา)

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การเขียนแสดงทรรศนะ

การเขียนแสดงทัศนะ

ภาพเรือพระราชพิธี

ภาพเรือพระราชพิธี

บทเรียนเรื่องกาพย์เห่เรือ

กาพย์เห่เรือ1

การพูดในโอกาสต่างๆ


ใบความรู้เรื่อง
การพูดในที่ชุมชน
การพูดในที่ชุมชนคือการพูดในที่สาธารณะมีผู้ฟังเป็นจำนวนมากผู้พูดต้องสนใจปฏิกิริยาตอบสนองผู้ฟังทั้งที่เป็นวัจนภาษาและอวัจนภาษาการพูดต่อหน้าประชุมชนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้แสดงออกถึงความสามารถเฉพาะตัวเพราะทุกคนที่ไม่เป็นใบ้ย่อมพูดได้แต่บางคนเท่านั้นที่พูดเพราะการพูดเป็นทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์เสมอไปแต่สามารถพูดได้ เพราะการศึกษา การฝึกฝน ฉะนั้นการฝึกพูดในที่ประชุมชน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการปรับปรุงบุคลิกภาพทั้งภายในและภายนอกเพื่อการเป็นนักพูดที่ดี
วิธีการพูดในที่ประชุมชนแบ่งออกได้ดังนี้
1.พูดแบบท่องจำ เตรียมเรื่องพูดอย่างมีคุณค่าสาระถูกต้องเหมาะสมแล้วจำเรื่องพูดให้ได้เวลาพูดให้เป็นธรรมชาติ มีลีลา จังหวะ ถ่ายทอดออกมาทุกตัวอักษร
2.พูดแบบมีต้นฉบับพูดไปอ่านไปจากต้นร่างที่เตรียมมาอย่างดีแล้วแต่ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอ่านเพราะไม่ใช่ผลดีสำหรับผู้พูด
3.พูดจากความเข้าใจเตรียมเรื่องพูดไว้ล่วงหน้าถ่ายทอดสารจากความรู้ความเข้าใจของตนเองมีต้นฉบับเฉพาะหัวข้อสำคัญเท่านั้น เช่น การพูด, สนทนา, อภิปราย, สัมภาษณ์
4.พูดแบบกะทันหันพูดโดยไม่มีโอกาสเตรียมตัวเลยซึ่งผู้พูดต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบในกาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อทราบว่าตนเองต้องได้พูด ต้องเตรียมลำดับความคิด และนำเสนออย่างฉับพลัน การพูดทั้ง 4 แบบนี้ เป็นวิธีการนำเสนอสารต่อผู้ฟัง ผู้พูดจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร เนื้อหาสาระ โอกาส และสถานการณ์
การพูดในที่ประชุมชนตามโอกาสต่างๆ จำแนกเป็น3 ประเภทดังนี้
1. การพูดอย่างเป็นทางการ เป็นการพูดในพิธีต่าง ๆ มีการวางแผนแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน เช่น การปราศรัยของนายกรัฐมนตรี การให้โอวาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในวันปฐมนิเทศ การพูดสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ การอภิปรายในรัฐสภา ฯลฯ
2. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดที่ให้บรรยากาศเป็นกันเอง เช่น พูดเพื่อนันทนาการในกิจกรรมต่าง ๆ การพูดสังสรรค์งานชุมนุมศิษย์เก่า การพูดเรื่องตลกในที่ประชุม การกล่าวอวยพรตามโอกาสต่าง ๆ ในงานสังสรรค์
3. การพูดกึ่งทางการ เป็นการพูดที่ลดความเป็นแบบแผนลง เช่น พูดอบรมนักเรียนในคาบจริยธรรม การกล่าวต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมการกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือกิจกรรมกล่าวบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมตามสถานที่ต่างๆอนึ่งการพูดในที่ประชุมแต่ละครั้งจะเป็นการพูดประเภทใดผู้พูดจะต้องวิเคราะห์โอกาสและสถานการณ์แล้วเตรียมศิลปะการใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสนั้นเพื่อที่จะพูดได้ถูกต้อไม่เก้อเขิน เข้ากับบรรยากาศได้ดีมีความประทับใจ
การเตรียมตัวพูดต่อที่ประชุมชน
การพูดในที่ประชุมชนเนื่องจากมีผู้ฟังเป็นจำนวนมากผู้ฟังตั้งความหวังจะได้รับความรู้และสาระประโยชน์จากการฟัง ผู้พูดจึงต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออกจะช่วยให้ผู้พูดประสบความสำเร็จได้ผู้พูดจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จึงขอเสนอหลักกว้างดังนี้
1.กำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะพูดอะไรเพื่ออะไรมีขอบข่ายกว้างขวางมากน้อยเพียงใด
2.วิเคราะห์ผู้ฟังพิจารณาจำนวนผู้ฟัง เพศ วัย การศึกษา สถานภาพทางสังคม อาชีพ ความสนใจ ความมุ่งหวัง และทัศนคติ ที่กลุ่มผู้ฟังมีต่อเรื่องที่พูด และตัวผู้พูดเพื่อนำข้อมูลมาเตรียมพูด เตรียมวิธีการใช้ภาษาให้เหมาะกับผู้ฟัง
3.กำหนดขอบเขตของเรื่องโดยคำนึงถึงเนื้อเรื่องและเวลาที่จะพูดกำหนดประเด็นสำคัญให้ชัดเจน
4.รวบรวมเนื้อหา ต้องจัดเนื้อหาที่ผู้ฟังได้รับประโยชน์มากที่สุดการรวบรวมเนื้อหาทำได้หาได้จากการศึกษาค้นคว้าจากการอ่าน การสัมภาษณ์ ไต่ถามผู้รู้ ใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง แล้วจดบันทึก
5.เรียบเรียงเนื้อเรื่อง ผู้พูดจัดทำเค้าโครงเรื่องให้ชัดเจนเป็นไปตามลำดับ จะกล่าวเปิดเรื่องอย่างไร เตรียมการใช้ภาษาให้เหมาะสมกะทัดรัดเข้าใจง่ายตรงประเด็นพอเหมาะกับเวลา
6.การซ้อมพูด เพื่อให้แสดงความมั่นใจต้องซ้อมพูดออกเสียงพูดอักขรวิธี มีลีลาจังหวะ ท่าทาง สีหน้า สายตา น้ำเสียง มีผู้ฟังช่วยติชมการพูด มีการบันทึกเสียงเป็นอุปกรณ์การฝึกซ้อม
ลักษณะของการพูด
1. ใช้ถ้อยคำไพเราะลึกซึ้งกินใจ จับใจ
2. โน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม
3. กระตุ้นผู้ฟ้ง มีความมั่นใจ และยินดีร่วมมือ
4. สร้างบรรยากาศให้เกิดความหรรษา และให้ความสุขแก่ผู้ฟัง


ตัวอย่างบทพูดข่าว


สวัสดีอาจารย์และเพื่อนๆทุกคน ดิฉัน น ส. อมรรัตน์ อุปถัมภ์
>ดิฉันคิดว่าทุกคนที่เกิดมาล้วนภูมิใจและคิดว่าตนเองโชคดีที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ ซึ่งเป็นผืนแผ่นดินที่มีการสั่งสมวัฒนธรรมประเพณีที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างมาตั้งแต่นมนาน ข่าวที่ดิฉันจะนำมาเล่าต่อไปในวันนี้ก็คือ ข่าวที่มีความเกี่ยวข้องกับประเพณีวัฒนธรรมที่ถือได้วามีความสำคัญกับคนไทยเป็นอย่างมากเมื่อวันที่4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนคงรู้ใช่ไหมค่ะว่าเป็นวันอะไร นั่นก็คือวันลอยกระทง
ใครหลายๆคนก็คงอยากมีความสุกความปลอดภัยในการร่วมงานลอยกระทงนี้ แต่ก็ยังมีการทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่ม สาเหตุก็เกิดจากการแย่งกันจีบหญิง เหตุเกิดที่ จังหวัด ยโสธร เมื่อเวลา 00.13 น. ร .ต. อ.พงศ์ วิทย์ วัฒนดีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีการก่อการทะเลาะวิวาทกันของวัยรุ่น2 กลุ่ม ผลก็คือ ยิงกันตาย2 ศพ ส่วนประชาชนที่เข้ามาร่วมงานก็ได้ถูกลูกหลงไปด้วยที่สำคัญก็คือชาวต่างชาติที่เข้าร่วมงานได้รับบาดเจ็บ
เพื่อนๆคิดดูนะค่ะว่าประเพณีที่ถือได้วาเป็นเอกลักษณ์และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติเรามานาน ชาวต่างชาติต่างต้องการที่จะมาเที่ยว แต่มาเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ดิฉันคิดว่าชาวต่างชาติหลายคนคงรู้สึกแย่และกลัวไม่อยากที่จะมาเที่ยวในงานประเพณีของไทยแน่ เราเป็นลูกหลานเราก็ควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีของไทยเราให้ทั่วโลกเขาชื่นชมและอยากที่จะมาเที่ยวงานประเพณีของไทยเรา

หลักการเป็นพิธีกร

การเป็นพิธีกร หรือ Master of ceremony ที่เราเรียกกันแบบง่ายๆ ว่า M.C.นั้น เป็นอาชีพที่สำคัญ ในการดึงดูดความสนใจให้ผู้ชม หรือคนดูนั้น ติดตามในสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอ ตั้งแต่ต้นไปจนจบรายการ ซึ่งพิธีกรที่ดีจะต้องทำให้ผู้ชมประทับใจในการดำเนินรายการของเขาให้ได้ ทั้งท่วงท่า วาจา กิริยาอาการต่างๆ ตลอด จนความสามารถในการทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างดี
สิ่งที่สำคัญในการเป็น M.C. คือ
1.การมีน้ำเสียงที่หนักแน่น ชัดเจน และน่าฟัง ไม่ใช่พูดเบาหรือค่อยจนเกินไปหรือพูดติดๆ ขัดๆ ไม่ปะติดปะต่อก็จะทำให้คนดูเสียอรรถรส และจะเบื่อเอาได้ง่ายๆ จึงต้องหมั่นฝึกฝนวิธีการพูด ทั้งการสะกด อักขระต่างๆ การออกเสียง ร ตัวควบกล้ำ ต้องชัดเจน น้ำเสียงต้องฟังง่ายและเป็นมิตรกับคนดู และยังต้องฝึกการพูดให้มีความเร็วที่เหมาะสม ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป ควรฝึกกลั้นลมหายใจเพราะเวลาพูดต่อกันหลายประโยคนานๆ จะได้ไม่เหนื่อย 2. เวลาพูดควรทำจิตใจให้เบิกบาน เสียงจะได้มีความแจ่มใส และเวลาพูดควรจะมีรอยยิ้มอยู่ด้วยเสมอศึกษาจุดเด่น จุดด้อย ของพิธีกรที่มีชื่อเสียงทั้งของไทยและของต่างประเทศ จับจุดเด่นสูงสุดของเขาให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้พิธีกรคนนั้นเป็นที่ชื่นชมของบุคคลทั่วไป แล้วลองนำเอาสิ่งที่คิดว่าดี มาประยุกต์ให้เหมาะกับตัวเรา 3. ติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อทำตนเองให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ 4. เรียนรู้การใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขัน หรือเล่นมุข ด้วยการดัดแปลงเหตุการณ์เฉพาะหน้ามาเติมเสน่ห์ให้กับการดำเนินรายการ - จัดทำคลังความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น การใช้คำพูด สำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำคมต่างๆ เก็บสะสมความรู้เหล่านี้ไว้ เพื่อนำมาใช้ประกอบการดำเนินรายการ 5.ฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยการมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในมุมที่คนอื่นมองข้าม แล้วสร้างให้เกิดเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม การเริ่มทำหน้าที่

การเริ่มทำหน้าที่ในฐานะพิธีกรนั้น จะเริ่มต้นที่การเป็นพิธีกรงานใดก็ได้ที่มีพิธีการไม่ยุ่งยาก เช่นงานรื่นเริงในหมู่ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ไม่มีพิธีการเป็นเรื่องสำคัญ ถัดมาอีกขั้นหนึ่งก็คืองานที่มีพิธีการเล็กน้อยเช่นงานที่เชิญผู้ใหญ่ หรือ คนที่ผู้คนนับหน้าถือตามาเป็นแขกคนสำคัญ ลักษณะของงานนี้ ฝ่ายพิธีการก็จะกำหนดให้มีการแนะนำ สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือแนะนำแขก หรือผู้มาร่วมงาน หัวใจสำคัญของการแนะนำแขกอยู่ที่รายชื่อ นามเรียกขาน ยศ ตำแหน่งที่พิธีกรต้องอ่านได้อย่างถูกต้อง การแนะนำแขกที่ดีจะต้องกล่าวตำแหน่งหน้าที่ก่อนจะขานชื่อ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด................................... นาย ..................................................เป็นต้น หรือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ กอบเกียรติ ..............................................ขอให้ประหยัดคำนำหน้าว่า ท่าน ให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเรียกคำว่า ท่าน ตลอดเวลา ถ้าหากจะเป็นการพูดอ้างอิงหรือเป็นการเชิญให้เป็นผู้พูดท่านต่อไปก็อาจจะใช้ได้เช่น ต่อไปขอเรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นาย หรือ คุณ ...............................................................ให้เกียรติเป็นผู้ขึ้นกล่าวอวยพร แก่ผู้ครบรอบวันคล้ายวันเกิดในเดือนนี้ ขอเรียนเชิญครับ/ค่ะ แค่นี้ก็น่าจะพอ ก่อนจะเข้าสู่รายการการแนะนำแขกคนสำคัญที่มาร่วมงาน พิธีกรจะต้องตรวจสอบตัวอักษร รายนามเหล่านั้นให้ครบทุกรายไม่มีเว้น หากจะมีรายชื่อที่ไม่มีใครรู้ที่จะอ่านเช่นไร สามารถสอบถามเจ้าของชื่อนั้นๆได้ เพราะมีชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะมีการผสมคำเขียนก็ว่ายากพอแล้วยังอ่านไม่ออก ดังนั้นเพื่อให้งานเป็นไปอย่างสมบูรณ์ควรที่พิธีกรจะต้องอ่านให้ถูกต้องเป็นที่ประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานว่ามางานนี้ได้รับการแนะนำชื่อ นามสกุลอย่างถูกต้อง เจ้าของชื่อแปลกๆก็จะภูมิใจในงานที่มาร่วมนี้อย่างยิ่ง
งานเล็กๆพิธีกรอาจจะดำเนินการสอบถามรายชื่อที่อ่านไม่ออกได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ มีผู้คนมาร่วมงานมากมาย หน้าที่ที่สำคัญนี้จะต้องเป็นของฝ่ายพิธีการ ที่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรับลงทะเบียนจะเป็นผู้ทราบดีว่า ใครคือเจ้าของลายเซ็นที่อ่านไม่ออกนั้น ฝ่ายพิธีการและผู้ช่วย หรือ อนุกรรมการฝ่ายพิธีการบางครั้งมีผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ แต่ในเวลาที่รีบเร่งเช่นในช่วงของงานที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงพิธีการ ผู้ช่วยเหลือเหล่านี้ บางครั้งก็ลืมหน้าที่ตนเอง ไปช่วยฝ่ายอื่นๆ หรือไปนั่งโต๊ะร่วมรับประทานอาหารร่วมกับแขก จึงทำให้บังเกิดความขลุกขลักเพราะไม่มีใครสามารถยืนยันชื่อที่อ่านไม่ออกนั้นได้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ การเว้นข้ามชื่อที่อ่านไม่ออกนั้นไป และหลังจากหาข้อมูลชื่อที่ถูกต้องอ่านได้อย่างชัดเจนแล้วจึงค่อยถือโอกาสพูดแนะนำชื่อที่ตกหล่นในจังหวะที่เหมาะต่อไป ทั้งนี้หากการประชุมเรื่องสำคัญและต่อเนื่องไม่มีช่องว่างพอที่จะแนะนำจำเป็นที่จะต้องรับฟังการต่อว่าต่อขานจากผู้ที่ไม่ได้รับการแนะนำ เนื่องจากเป็นความบกพร่องของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายรับลงทะเบียนก็ไม่ได้ระวังว่าชื่อนั้นอ่านไม่ออก ฝ่ายเจ้าของชื่อก็ไม่ระวังเซ็นชื่อหวัดโดยไม่มีการเขียนตัวบรรจงกำกับ ยากที่จะให้คนคาดเดาเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ ดังนั้น หากอ่านไม่ออกพิธีกรข้ามชื่อนั้นไปน่าจะได้รับการให้อภัยมากกว่า
ข้อเสนอแนะ พิธีกร ที่ดีนั้น จะต้องเชี่ยวชาญภาษา ปรากฏกายงามสง่า มารยาทดี มีสมาธิ คิดค้นพัฒนา แก้ปัญหา รักษาเวลา สามารถโต้ตอบ นอบน้อมถ่อมตน คือคุณสมบัติของ พิธีกรที่ดี